23 ก.ค. 2564
11 ก.ย. 2562
การเก็บรวบรวมและสำรวจข้อมูล
แหล่งที่มาของข้อมูล (Source of Data) ข้อมูลสถิติอาจจำแนกตามแหล่งที่มาได้ 2
ทาง คือ
1. ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เป็นข้อมูลที่ผู้ใช้หรือหน่วยงานที่ใช้เป็นผู้ทำการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง
ซึ่งวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอาจใช้วิธีการสัมภาษณ์ การทดลอง หรือการสังเกตการณ์
ข้อมูลปฐมภูมิเป็นข้อมูลที่มีรายละเอียดตรงตามที่ผู้ใช้ต้องการ
แต่มักจะเสียเวลาในการจัดหาและมีค่าใช้จ่ายสูง
2. ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เป็นข้อมูลที่ผู้ใช้ไม่ได้เก็บรวบรวมเอง
แต่มีผู้อื่นหรือ หน่วยงานอื่นๆ ทำการเก็บรวบรวมไว้แล้ว เช่น จากรายงาน
ที่พิมพ์แล้ว หรือยังไม่ได้พิมพ์ของ หน่วยงานของรัฐบาล สมาคม บริษัท สำนักงานวิจัย
นักวิจัย วารสาร หนังสือพิมพ์ เป็นต้น
การนำเอาข้อมูลเหล่านี้มาใช้เป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
แต่ในบางครั้งข้อมูลอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้
หรือมีรายละเอียดไม่เพียงพอที่จะนำไปวิเคราะห์ นอกจากนี้ในบางครั้ง
ข้อมูลนั้นอาจมีความผิดพลาดและผู้ใช้มักจะไม่ทราบข้อผิดพลาดดังกล่าว
ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการสรุปผล ดังนั้น
ผู้ที่จะนำข้อมูลทุติยภูมิมาใช้ควรระมัดระวังและตรวจสอบคุณภาพข้อมูลก่อนที่จะนำไปวิเคราะห์
ความเหมาะสมของแหล่งข้อมูล
การเลือกใช้แหล่งข้อมูลที่ไม่เหมาะสมหรือมีการบิดเบือน
อาจทํา ให้ข้อสรุปที่ได้ผิดพลาดหรือชี้นํา
ผิดทาง นอกจากนี้อาจทํา ให้เกิดอันตรายและสร้างความเสียหายในรูปแบบต่าง ๆ ได้
ผิดทาง นอกจากนี้อาจทํา ให้เกิดอันตรายและสร้างความเสียหายในรูปแบบต่าง ๆ ได้
ความทันสมัยของข้อมูล
(currency) ควรตรวจสอบว่าข้อมูลเผยแพร่เมื่อใด
สํารวจและปรับปรุงเมื่อใด นอกจากนี้ในปัญหาที่สนใจ
ควรตรวจสอบว่าสามารถใช้ข้อมูลที่เผยแพร่นานมาแล้วได้หรือไม่
ความสอดคล้องกับการใช้งาน
(relevance) ควรตรวจสอบว่าข้อมูลเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ต้องการหรือไม่
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล
(authority) พิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล
ผู้เผยแพร่มีความชํา
นาญพอที่จะให้ข้อมูลในเรื่องดังกล่าวหรือไม่สามารถติดต่อผู้เผยแพร่ได้หรือไม่
ความถูกต้องแม่นยํา
(accuracy) ตรวจสอบความถูกต้องพื้นฐานของข้อมูล
ตรวจสอบว่ามีการนํา ข้อมูลไปอ้างอิงที่อื่น หรือไม่
หรือมีการตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของข้อมูลหรือไม่
จุดมุ่งหมายของแหล่งข้อมูล
(purpose) ตรวจสอบว่าข้อมูลดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป้าหมายใด
เช่น เพื่อใช้ในการรณรงค์ เผยแพร่เพื่อการโฆษณา หรือเพื่อการศึกษาอื่น ๆ
การเตรียมข้อมูล เมื่อเลือกแหล่งข้อมูลและรวบรวมข้อมูลได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การเตรียมข้อมูล เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประมวลผล ซึ่งเราก็ทราบแล้วว่า ข้อมูลที่ต้องใช้ในการประมวลผลต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง สมบูรณ์ ถ้าข้อมูลมีความผิดพลาดไม่สมบูรณ์เราก็จะได้ผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ เช่นกัน ดังนั้น เราจึงต้องมีการเตรียมข้อมูล ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้นตอน
1. 1. ทำความสะอาดข้อมูล เป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูล เช่น มีค่าว่าง มีค่าที่อยู่นอกขอบเขตค่าที่เป็นไปได้ หน่วยนับไม่ตรงกัน ค่าผิดปกติ หรือมีรูปแบบไม่ตรงกัน เป็นต้น การแก้ไขข้อมูลเมื่อพบว่ามีข้อผิดพลาดหากสามารถแก้ไขได้ให้ดำเนินการแก้ไขให้ถุกต้อง หรือลบข้อมูลส่วนนั้นออกไปถ้าไม่ส่งผลกระทบต่อการประมวลผล
2. 2. แปลงข้อมูล การแปลงข้อมูล คือ การเตรียมข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมสำหรับการประมวลผล โดยรูปแบบของข้อมูลที่พร้อมสำหรับการประมวลผล ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าเราสนใจจะนำข้อมูลนั้นไปทำอะไร หรือไปหาคำตอบเรื่องใด เช่น
2.1 การลดจำนวนข้อมูล เป็นการเลือกเฉพาะข้อมูลที่สนใจ หรือตัดข้อมูลที่ไม่จำเป็นต้องใช้ออกไป
2.2 การเพิ่มจำนวนข้อมูล เป็นการเพิ่มข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการประมวลผลเข้าไป
2.3 การรวมข้อมูล เป็นการจัดกลุ่มข้อมูลที่มีความสอดคล้องกันเข้าด้วยกัน
3. 3. เชื่อมโยงข้อมูล เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลที่อยู่คนละรูปแบบ หรือ อยู่คนละแหล่งข้อมูลเข้าด้วยกัน
*** นักเรียนสามารถทำความเข้าใจเรื่อง การเตรียมข้อมูลได้ในวีดีโอด้านล่างนี้***
วีดีโอแสดงการเตรียมข้อมูล
การสำรวจข้อมูล
ในขั้นการสำรวจข้อมูลนั้น ขั้นตอนหลักคือ การทดลองวาดแผนภาพหรือกราฟของข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อพิจารณาภาพรวมของข้อมูล ซึ่งจะทำให้เราพบข้อผิดพลาดหรือปัญหาที่เกิดจากการตั้งคำถามหรือการรวบรวมข้อมูล ซึ่งต้องกลับไปแก้ไขให้ถูกต้อง เช่น อาจพบ ข้อมูลสูญหาย ข้อมูลไม่ครบ ข้อมูลที่ค่าผิดปกติไป เป็นต้น
4 ก.พ. 2562
วัสดุในชีวิตประจำวัน : โลหะ
วัสดุในชีวิตประจำวัน : โลหะ
1.โลหะ คือ ...?
2.โลหะแบ่งออกเป็น 2
ประเภท ได้แก่
3.โลหะกลุ่มเหล็ก แบ่งเป็น 2
ประเภท ได้แก่
4.โลหะนอกกลุ่มเหล็ก แบ่งเป็น 3
ประเภท ได้แก่
5.อะไรคือความแตกต่าง ระหว่างโลหะกลุ่มเหล็ก
และโลหะนอกกลุ่มเหล็ก (ตอบเป็นข้อ ๆ อย่างน้อย 3
ข้อ)
6.ข้อแตกต่าง ระหว่างคุณสมบัติของเหล็กกล้า และ
เหล็กหล่อ
7.ข้อที่เหมือนกัน ระหว่างคุณสมบัติของเหล็กกล้า
และ เหล็กหล่อ
8.กังหันชัยพัฒนา สร้างมาจากโลหะประเภทใด
เพราะเหตุใด
9.จงบอกคุณสมบัติของ อะลูมิเนียม
และประโยชน์การใช้งาน
10.จงบอกคุณสมบัติของ ทองแดง และประโยชน์การใช้งาน
11.จงบอกคุณสมบัติของ สังกะสี
และประโยชน์การใช้งาน
12.จงบอกคุณสมบัติของ ทองเหลือง
และประโยชน์การใช้งาน
13.ถ้าจะทำช้ันวางรองเท้าด้วย โลหะ
นักเรียนจะเลือกทำจากโลหะประเภทใดบ้าง เพราะเหตุผลใด
วัสดุในชีวิตประจำวัน : พลาสติก
วัสดุในชีวิตประจำวัน : พลาสติก
1.พลาสติก เป็นวัสดุสังเคราะห์ โดยส่วนใหญ่เป็นผลผลิตมาจาก
กระบวนการใด
2.พลาสติก แบ่งออกเป็น 2
ประเภท ได้แก่
3.อะไร คือ ความต่าง ระหว่าง เทอร์โมพลาสติก กับ
เทอร์โมเซตติ้ง พลาสติก (ตอบ 2 ข้อ)
4.อะไร คือ ความเหมือน ระหว่างเทอร์โมพลาสติก กับ
เทอร์โมเซตติ้ง พลาสติก (ตอบ 2 ข้อ)
5.โฟม ผลิดจากพลาสติกประเภทใด
6.ถ้าจะทำช้ันวางรองเท้าด้วย พลาสติก
นักเรียนจะเลือกทำจากพลาสติกประเภทใด เพราะเหตุผลใด *
วัสดุในชีวิตประจำวัน : ไม้
วัสดุในชีวิตประจำวัน : ไม้
1.ไม้แบ่งออกเป็น 2
ประเภท ได้แก่
2.ไม้ธรรมชาติหรือไม้จริง แบ่งเป็น 2
ประเภท ได้แก่
3.ไม้ประกอบ แบ่งเป็น 3
ประเภท ได้แก่
4.ไม้ประกอบ แบ่งเป็น 3
ประเภท ได้แก่
5.อธิบายเปรียบเทียบคุณสมบัติ ของ ไม้เนื้อแข็ง
และ ไม้เนื้ืออ่อน
6.อธิบายเปรียบเทียบคุณสมบัติ ของไม้ประกอบทั้ง 3
ชนิด
7.อธิบายเปรียบเทียบการนำไปใช้งาน ระหว่าง
ไม้ประกอบทั้ง 3 ชนิด
8.อธิบายเปรียบเทียบการนำไปใช้งาน ระหว่าง
ไม้เนื้อแข็ง และ ไม้เนื้ืออ่อน
9.ถ้าจะทำช้ันวางรองเท้าด้วย ไม้
นักเรียนจะเลือกทำจากไม้ประเภทใดบ้าง เพราะเหตุผลใด
วัสดุในชีวิตประจำวัน: ยาง
วัสดุในชีวิตประจำวัน:ยาง
1.ยาง แบ่งเป็น 2
ประเภท ได้แก่
2. น้ำยางดิบ ถูกแปรสภาพเป็น 2
ลักษณะ ได้แก่
3.การแปรสภาพน้ำยางดิบ เป็น น้ำยางข้น
เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตของใช้ต่าง ๆ อะไรบ้าง ยกตัวอย่าง 3
ตัวอย่าง
4. การแปรสภาพน้ำยางดิบ เป็น ยางแห้ง
หรือยางแผ่นรมควัน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตของใช้ต่าง ๆ อะไรบ้าง ยกตัวอย่าง 3
ตัวอย่าง
5. ยางสังเคราะห์ คือ ?
6. ทำไม... ? ยางสังเคราะห์จึงได้รับความนิยมในการนำมาใช้งาน
7.บอกความเหมือน ของยางธรรมชาติ และ ยางสังเคราะห์
มา 2 ข้อ
8. บอกความต่าง ระหว่างยางธรรมชาติ และ
ยางสังเคราะห์ มา 2 ข้อ
9. ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางธรรมชาติมา 3
ชนิด
10. ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางสังเคราะห์มา 3
ชนิด
11. ถ้าจะทำช้ันวางรองเท้าด้วย ยาง ได้หรือ ไม่
ถ้าได้ นักเรียนจะเลือกทำจากยางประเภทใดบ้าง เพราะเหตุผลใด
13 ธ.ค. 2561
การเปลี่ยนแปลง และ ผลกระทบของเทคโนโลยี
มนุษย์มีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกหรือแก้ปัญหาการดำเนินชีวิตที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น อย่างไม่สิ้นสุด
ตัวอย่าง เปรียบเทียบสิ่งของเครื่องใช้ในอดีตกับปัจจุบัน
ผลจากการพัฒนารูปแบบเทคโนโลยีทุกด้านทำให้เกิดผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทำให้เกิดแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายด้าน
ตัวอย่าง ประวัติการสื่อสารโทรคมนาคม ชุด "พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง"
ผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยี
ผลจากการพัฒนารูปแบบเทคโนโลยีทุกด้านทำให้เกิดผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทำให้เกิดแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายด้านแนวโน้มที่สำคัญ ประกอบด้วย
1) เทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศ
2) เทคโนโลยีแบบตอบสนองตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เป็นการพัฒนาขึ้นมาใช้สำหรับบุคคลเทคโนโลยีสร้างอุปกรณ์ต่างๆเพื่อเน้นการตอบสนองตามความต้องการ โดยสร้างพื้นฐานของอุปกรณ์รองรับทั้งด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายทำให้กระบวนการที่ซับซ้อนสามารถเป็นไปได้ เทคโนโลยีพัฒนาก้าวหน้าเพื่อให้สามารถนำทุกการคิดค้นต่างๆขึ้นมาตอบสนองและลดปัญหาต่างๆของมนุษย์
3) เทคโนโลยีทำให้เกิดรูปแบบขององค์กรที่สามารถประกอบการหรือดำเนินกิจกรรมได้ทุกสถานที่ และทุกเวลาอาศัยการสื่อสารที่ก้าวหน้าและแพร่หลายขึ้นผ่านระบบเครือข่าย การประชุมทางวีดิทัศน์ ระบบประชุมบนเครือข่าย ระบบโทรศึกษา ระบบการค้าบนเครือข่าย ลักษณะของการดำเนินงานเหล่านี้ ทำให้ผู้ใช้ขยายขอบเขตการดำเนินกิจกรรมไปทุกหนทุกแห่งตลอด 24 ชั่วโมง กิจกรรมทางเศรษฐกิจจัดการได้สะดวกมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการวางระบบเอทีเอ็มที่ทำให้การเบิกจ่ายได้ตลอดเวลาและกระจายถึงตัวผู้รับบริการมากขึ้น
4) เทคโนโลยีทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบท้องถิ่นเชื่อมโยงสู่ระดับเศรษฐกิจโลกที่ไม่มีขีดจำกัดด้านสถานที่ การซื้อขายที่ผ่านระบบอินเตอร์เนททำให้เกิดรูปแบบการค้าที่ช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ระบบเศรษฐกิจในโลกสามารถเชื่อมโยงและเอื้อประโยชน์ในรูปแบบต่างๆมากขึ้น
5) เทคโนโลยีส่งผลให้องค์กรมีลักษณะแบบเครือข่ายมากขึ้น องค์กรมีการวางเป็นลำดับขั้นสายการบังคับบัญชาจากบนลงล่าง แต่เมื่อการสื่อสารแบบสองทางและการกระจายข่าวสารดีขึ้น มีการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในองค์กรผูกพันกันเป็นกลุ่มงานเพิ่มคุณค่าขององค์กรด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศองค์กรกลายเป็นการบริหารข่ายงานที่มีลักษณะการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น การออกแบบหน่วยธุรกิจขนาดเล็กลงและเน้นการทำงานเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่ายตามความเชี่ยวชาญและประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก โครงสร้างขององค์กรได้รับผลตามกระแสของเทคโนโลยีอย่างสมบูรณ์
6) เทคโนโลยีทำเกิดการวางแผนการดำเนินการบริหารที่สร้างความได้เปรียบเพื่อให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น ระบบการตัดสินใจวางแผนมีแบบแผนและมีประสิทธิภาพ แนวทฤษฎีทางความคิดการบริหารเปลี่ยนไปมีความยืดหยุ่นและมองหลายมิติมากขึ้น
7) เทคโนโลยีได้กลายเป็นตัวแปรที่สำคัญในทุกด้านมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม ศีลธรรม การศึกษา เศรษฐกิจและการเมืองได้อย่างมาก การเชื่อมโยงข่าวสารจากประเทศต่างๆ ได้ทั่วโลกสามารถรับรู้ข่าวสาร ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการสื่อสารระหว่างกันและติดต่อกับคนได้ทั่วโลก ผลกระทบที่ตามมาของ
การส่งผ่านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองจึงมีลักษณะเป็นสังคมโลกมากขึ้น
![]() |
| ศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติม เรื่องผลกระทบของเทคโนโลยี ที่นี่ |
ระบบทางเทคโนโลยี
เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างหรือพัฒนาขึ้น ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง ชิ้นงาน และ วิธีการ
ระบบทางเทคโนโลยี ประกอบด้วย ตัวป้อน กระบวนการ และ ผลผลิต และในบางระบบอาจมีข้อมูลย้อนกลับ เพื่อช่วยปรับปรุง หรือแก้ไขการทำงานของระบบให้มีความสมบูรณ์ตามต้องการ
ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน หมายถึง ระบบเทคโนโลยีที่ประกอบด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่ 2 ระบบย่อย (subsystems) ขึ้นไป โดยหากระบบย่อยใดทำงานผิดพลาด จะส่งผลต่อการทำงานของระบบใหญ่ ทำให้เทคโนโลยีทำงานได้ไม่สมบูรณ์ หรือทำงานผิดพลาด
ตัวป้อน หมายถึง ข้อมูล หรือสิ่งที่ป้อนเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมา สิ่งที่ป้อนเข้าสู่ระบบอาจมีมากกว่า 1 อย่าง
กระบวนการ หมายถึง ขั้นตอน หรือ วิธีการดำเนินการในระบบเพื่อให้ได้ผลผลิตตามวัตถุประสงค์
ผลผลิต หมายถึง ผลผลิตจากกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในระบบ ซึ่งอาจได้มาซึ่ง ผลิตภัณฑ์ หรือวิธีการทำงานใหม่ ๆ ที่ตอบสนองตามวัตถุประสงค์
ข้อมูลย้อนกลับ หมายถึง ข้อมูลที่ใช้ป้อนกลับเข้าไปในระบบ เพื่อปรับปรุงการทำงานของระบบให้ได้ตามวัตถุประสงค์ได้ดียิ่งขึ้น โดยแต่ระบบอาจมีหรือไม่มีก็ได้
ตัวอย่าง ระบบทางเทคโนโลยี
2) น้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์ร้อนโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยระบายความร้อน ทำให้น้ำยาจะที่ออกจากคอยล์ร้อนมีอุณหภูมิลดลง (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งต่อให้อุปกรณ์ลดความดัน
3) น้ำยาที่ไหลผ่านอุปกรณ์ลดความดันจะมีความดันและอุณหภูมิที่ต่ำมาก แล้วไหลเข้าสู่คอยล์เย็น (หรือที่นิยมเรียกกันว่า การฉีดน้ำยา)
4) จากนั้นน้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์เย็นโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยดูดซับความร้อนจากภายในห้อง เพื่อทำให้อุณหภูมิห้อง ลดลง ซึ่งทำให้น้ำยาที่ออกจากคอยล์เย็นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งกลับเข้าคอมเพรสเซอร์เพื่อทำการหมุนเวียนน้ำยาต่อไป
หลังจากที่เรารู้การทำงานของวัฏจักรการทำความเย็นแล้วก็พอจะสรุปง่ายๆได้ดังนี้
1) สารทำความเย็นหรือน้ำยา ทำหน้าที่เป็นตัวกลางดูดเอาความร้อนภายในห้อง (Indoor) ออกมานอกห้อง (Outdoor) จากนั้น น้ำยาจะถูกทำให้เย็นอีกครั้งแล้วส่งกลับเข้าห้องเพื่อดูดซับความร้อนอีก โดยกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดการ ทำงานของคอมเพรสเซอร์
2) คอมเพรสเซอร์เป็นอุปกรณ์ชนิดเดียวในระบบที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนน้ำยาผ่านส่วนประกอบหลัก คือคอยล์ร้อน อุปกรณ์ ลดความดัน และคอยล์เย็น โดยจะเริ่มทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงเกินอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ และจะหยุดทำงาน เมื่ออุณหภูมิ ภายในห้องต่ำกว่าอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ ดังนั้นคอมเพรสเซอร์จะเริ่ม และหยุดทำงานอยู่ตลอดเวลาเป็นระยะๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิ ห้องให้สม่ำเสมอตามที่เราต้องการ
ระบบ Inverter คืออะไร
ระบบอินเวอร์เตอร์ คือระบบควบคุมการทำงานของคอมเพรสเซอร์ที่จะแปลงไฟกระแสสลับ (AC) จากแหล่งจ่ายไฟทั่วไปที่มีแรงดัน และความถึ่คงที่ ให้เป็นไฟกระแสตรง (DC) โดยวงจรคอนเวอร์เตอร์ (Converter Circuit) จากนั้นไฟกระแสตรงจะถูกแปลงเป็นไฟกระแสสลับ ที่สามารถปรับขนาดแรงดันและความถึ่ได้โดยวงจรอินเวอร์เตอร์ (Inverter Circuit)
การทำงานของเครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์จะแตกต่างจากเครื่องปรับอากาศทั่วไป ตรงที่อินเวอร์เตอร์เมื่อเริ่มเปิดเครื่อง อุณหภูมิจะค่อยๆ ลดลงถึงระดับที่ตั้งไว้ หลังจากนั้น คอมเพรสเซอร์จะปรับรอบการทำงานลงเพื่อคงอุณหภูมิภายในห้องให้คงที่ ตลอดเวลา ในขณะที่เครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์ เมื่อเริ่มเปิดเครื่อง อุณหภูมิจะค่อยๆ ลดลงต่ำกว่าระดับที่ตั้งไว้ ประมาณ 1-2 องศา หลังจากนั้น คอมเพรสเซอร์จะตัดการทำงาน จากนั้นอุณหภูมิจะค่อยๆ สูงขึ้น เกินระดับที่ตั้งไว้ 1-2 องศา คอมเพสเซอร์ก็จะเริ่มทำงานอึกครั้ง ทำให้อุณหภูมิภายในห้องจะเย็นเกินไป สลับกับร้อนเกินไปอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเวลานอนหลับ จะทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หลับๆ ตื่นๆได้
ระบบทางเทคโนโลยี ประกอบด้วย ตัวป้อน กระบวนการ และ ผลผลิต และในบางระบบอาจมีข้อมูลย้อนกลับ เพื่อช่วยปรับปรุง หรือแก้ไขการทำงานของระบบให้มีความสมบูรณ์ตามต้องการ
ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน หมายถึง ระบบเทคโนโลยีที่ประกอบด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่ 2 ระบบย่อย (subsystems) ขึ้นไป โดยหากระบบย่อยใดทำงานผิดพลาด จะส่งผลต่อการทำงานของระบบใหญ่ ทำให้เทคโนโลยีทำงานได้ไม่สมบูรณ์ หรือทำงานผิดพลาด
ตัวป้อน หมายถึง ข้อมูล หรือสิ่งที่ป้อนเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมา สิ่งที่ป้อนเข้าสู่ระบบอาจมีมากกว่า 1 อย่าง
กระบวนการ หมายถึง ขั้นตอน หรือ วิธีการดำเนินการในระบบเพื่อให้ได้ผลผลิตตามวัตถุประสงค์
ผลผลิต หมายถึง ผลผลิตจากกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในระบบ ซึ่งอาจได้มาซึ่ง ผลิตภัณฑ์ หรือวิธีการทำงานใหม่ ๆ ที่ตอบสนองตามวัตถุประสงค์
ข้อมูลย้อนกลับ หมายถึง ข้อมูลที่ใช้ป้อนกลับเข้าไปในระบบ เพื่อปรับปรุงการทำงานของระบบให้ได้ตามวัตถุประสงค์ได้ดียิ่งขึ้น โดยแต่ระบบอาจมีหรือไม่มีก็ได้
ตัวอย่าง ระบบทางเทคโนโลยี
ตัวอย่างระบบเทคโนโลยี ของเครื่องปรับอากาศ จาก : https://sites.google.com/a/pibul.ac.th/techno/home/-rabb-thang-thekhnoloyi-thi-sab-sxn
หลักการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ
1) ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบการทำการความเย็น (Refrigeration Cycle) มี
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ของแอร์ แอร์บ้าน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสารทำ ความเย็นหรือน้ำยา (Refrigerant) ในระบบ โดยทำให้สารทำความเย็นมีอุณหภูมิ และความดันสูงขึ้น
2. คอยล์ร้อน (Condenser) ทำหน้าที่ระบายความร้อนของสารทำความเย็น
3. คอยล์เย็น (Evaporator) ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนภายในห้องมาสู่สารทำความเย็น
4. อุปกรณ์ลดความดัน (Throttling Device) ทำหน้าที่ลดความดันและอุณหภูมิของสาร ทำความเย็น โดยทั่วไปจะใช้เป็น แค็ปพิลลารี่ทิ้วบ์ (Capillary tube) หรือ เอ็กสแปนชั่นวาล์ว (Expansion Valve)
ระบบการทำความเย็นที่เรากำลังกล่าวถึงคือระบบอัดไอ (Vapor-Compression Cycle) ซึ่งมีหลักการทำงานง่ายๆคือ การทำให้สารทำความเย็น (น้ำยา) ไหลวนไปตามระบบ โดยผ่านส่วนประกอบหลักทั้ง 4 อย่างต่อเนื่องเป็น วัฏจักรการทำความเย็น (Refrigeration Cycle) โดยมีกระบวนการดังนี้
1) เริ่มต้นโดยคอมเพรสเซอร์ทำหน้าที่ดูดและอัดสารทำความเย็นเพื่อเพิ่มความดันและอุณหภูมิของน้ำยา แล้วส่งต่อเข้าคอยล์ร้อน2. คอยล์ร้อน (Condenser) ทำหน้าที่ระบายความร้อนของสารทำความเย็น
3. คอยล์เย็น (Evaporator) ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนภายในห้องมาสู่สารทำความเย็น
4. อุปกรณ์ลดความดัน (Throttling Device) ทำหน้าที่ลดความดันและอุณหภูมิของสาร ทำความเย็น โดยทั่วไปจะใช้เป็น แค็ปพิลลารี่ทิ้วบ์ (Capillary tube) หรือ เอ็กสแปนชั่นวาล์ว (Expansion Valve)
ระบบการทำความเย็นที่เรากำลังกล่าวถึงคือระบบอัดไอ (Vapor-Compression Cycle) ซึ่งมีหลักการทำงานง่ายๆคือ การทำให้สารทำความเย็น (น้ำยา) ไหลวนไปตามระบบ โดยผ่านส่วนประกอบหลักทั้ง 4 อย่างต่อเนื่องเป็น วัฏจักรการทำความเย็น (Refrigeration Cycle) โดยมีกระบวนการดังนี้
2) น้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์ร้อนโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยระบายความร้อน ทำให้น้ำยาจะที่ออกจากคอยล์ร้อนมีอุณหภูมิลดลง (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งต่อให้อุปกรณ์ลดความดัน
3) น้ำยาที่ไหลผ่านอุปกรณ์ลดความดันจะมีความดันและอุณหภูมิที่ต่ำมาก แล้วไหลเข้าสู่คอยล์เย็น (หรือที่นิยมเรียกกันว่า การฉีดน้ำยา)
4) จากนั้นน้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์เย็นโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยดูดซับความร้อนจากภายในห้อง เพื่อทำให้อุณหภูมิห้อง ลดลง ซึ่งทำให้น้ำยาที่ออกจากคอยล์เย็นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งกลับเข้าคอมเพรสเซอร์เพื่อทำการหมุนเวียนน้ำยาต่อไป
หลังจากที่เรารู้การทำงานของวัฏจักรการทำความเย็นแล้วก็พอจะสรุปง่ายๆได้ดังนี้
1) สารทำความเย็นหรือน้ำยา ทำหน้าที่เป็นตัวกลางดูดเอาความร้อนภายในห้อง (Indoor) ออกมานอกห้อง (Outdoor) จากนั้น น้ำยาจะถูกทำให้เย็นอีกครั้งแล้วส่งกลับเข้าห้องเพื่อดูดซับความร้อนอีก โดยกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดการ ทำงานของคอมเพรสเซอร์
2) คอมเพรสเซอร์เป็นอุปกรณ์ชนิดเดียวในระบบที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนน้ำยาผ่านส่วนประกอบหลัก คือคอยล์ร้อน อุปกรณ์ ลดความดัน และคอยล์เย็น โดยจะเริ่มทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงเกินอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ และจะหยุดทำงาน เมื่ออุณหภูมิ ภายในห้องต่ำกว่าอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ ดังนั้นคอมเพรสเซอร์จะเริ่ม และหยุดทำงานอยู่ตลอดเวลาเป็นระยะๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิ ห้องให้สม่ำเสมอตามที่เราต้องการ
ระบบ Inverter คืออะไร
ระบบอินเวอร์เตอร์ คือระบบควบคุมการทำงานของคอมเพรสเซอร์ที่จะแปลงไฟกระแสสลับ (AC) จากแหล่งจ่ายไฟทั่วไปที่มีแรงดัน และความถึ่คงที่ ให้เป็นไฟกระแสตรง (DC) โดยวงจรคอนเวอร์เตอร์ (Converter Circuit) จากนั้นไฟกระแสตรงจะถูกแปลงเป็นไฟกระแสสลับ ที่สามารถปรับขนาดแรงดันและความถึ่ได้โดยวงจรอินเวอร์เตอร์ (Inverter Circuit)
การทำงานของเครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์จะแตกต่างจากเครื่องปรับอากาศทั่วไป ตรงที่อินเวอร์เตอร์เมื่อเริ่มเปิดเครื่อง อุณหภูมิจะค่อยๆ ลดลงถึงระดับที่ตั้งไว้ หลังจากนั้น คอมเพรสเซอร์จะปรับรอบการทำงานลงเพื่อคงอุณหภูมิภายในห้องให้คงที่ ตลอดเวลา ในขณะที่เครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์ เมื่อเริ่มเปิดเครื่อง อุณหภูมิจะค่อยๆ ลดลงต่ำกว่าระดับที่ตั้งไว้ ประมาณ 1-2 องศา หลังจากนั้น คอมเพรสเซอร์จะตัดการทำงาน จากนั้นอุณหภูมิจะค่อยๆ สูงขึ้น เกินระดับที่ตั้งไว้ 1-2 องศา คอมเพสเซอร์ก็จะเริ่มทำงานอึกครั้ง ทำให้อุณหภูมิภายในห้องจะเย็นเกินไป สลับกับร้อนเกินไปอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเวลานอนหลับ จะทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หลับๆ ตื่นๆได้
6 ธ.ค. 2561
ผลกระทบของเทคโนโลยี
ผลกระทบของเทคโนโลยีทางการสื่อสารผลกระทบของเทคโนโลยีทางการแพทย์
ใบกิจกรรม ที่ 3.1 ผลกระทบของเทคโนโลยี คลิก
21 พ.ย. 2561
ไฟเขียวปรับมาตรฐานวิชาชีพความรู้ฯ ในมาตรฐานวิชาชีพครู เหลือ 4 ด้าน
บอร์ดคุรุสภา ไฟเขียวปรับมาตรฐานวิชาชีพความรู้ฯ ในมาตรฐานวิชาชีพครู เหลือ 4 ด้าน เน้นสมรรถนะความรู้ของผู้เรียน ชี้ ให้สถาบันจัดการศึกษานำไปใช้ปรับปรุงการสอนให้สอดคล้อง
วันนี้ (19 พ.ย.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมคุรุสภามีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพครู (กมว.) เสนอปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพครู โดยเป็นการปรับปรุงองค์ประกอบในด้านมาตรฐานความรู้และวิชาประสบการณ์วิชาชีพ จาก 11 ด้าน ลดเหลือ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านค่านิยมและลักษณะความเป็นครู เช่น ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีมรคุณธรรมและจริยธรรม, ปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู ฯลฯ 2. ด้านความรู้และศาสตร์การสอน เช่น ติดตามการเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกและรู้เท่าทันสังคม บูรณาการความรู้ เนื้อหาวิชา หลักสุูตร ศาสตร์การสอนและเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ ฯลฯ
3. การปฏิบัติงานในหน้าที่ครู เช่น พัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนรู้ สื่อ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ วางแผนและจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาผู้เรียนให้มีปัญญารู้คิด และมีความเป็นนวัตกร ฯลฯ และ 4. ความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน เช่น ร่วมมือกับผู้ปกครองในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ปกครองและชุมชน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากนี้คุรุสภาจะต้องไปดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 และประกาศคุรุสภา เรื่อง การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาเพื่อการประกอบวิชาชีพ พ.ศ. 2557
“คุรุสภาไม่ได้ประกาศมาตรฐานวิชาชีพครูใหม่ เนื่องจากในมาตรา 49 ของ พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 กำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู ประกอบด้วย 3 มาตรฐานหลัก ได้แก่ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน เพราะฉะนั้น ครั้งนี้เป็นแค่แก้ไขเล็กน้อยในมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ จาก 11 ด้าน เหลือ 4 ด้าน ซึ่งแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยหลักเน้นเรื่องของสมรรถนะความรู้ให้ชัดเจนขึ้น เพราะจะมีผลต่อการนำไปใช้จัดการเรียนการสอน ซึ่งเมื่อเป้าหมายกำหนดว่าสอนเน้นสมรรถะการจัดการสอนต้องเน้นเรื่องเดียวกัน” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นจัดการสอนครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ว่า จะใช้หลักสูตร 4 ปีหรือ 5 ปีนั้น เป็นเรื่องของสถาบันการศึกษา ไม่เกี่ยวกับคุรุสภาหรือตนจะไปบอกว่าจัดกี่ปี อีกทั้งกฎหมายกำหนดชัดเจนว่า ผู้มาขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูต้องเป็นจบปริญญาตรี เพียงแต่ว่าสถาบันการศึกษาต้องจัดสอนให้ได้ตามมาตรฐานวิชาชีพที่คุรุสภากำหนด และเท่าที่ติดตามข่าวทราบว่าสถาบันการศึกษาจะจัดหลักสูตร 4 ปี แต่ไม่ว่าจะจัดหลักสูตร 4 ปีหรือ 5 ปีก็ต้องจัดสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพครู
ทั้งนี้ สำหรับการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ขณะนี้ทางคุรุสภาได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าว ส่วนจะต้องมีผลย้อนหลังไปถึงผู้ที่เข้าเรียนปีการศึกษา 2557-2558 หรือไม่นั้นตรงนี้ยังไม่มีข้อยุติ ขอให้ใจเย็นๆให้ผู้เกี่ยวข้องได้ไปดูรายละเอียดก่อน
ที่มา : https://mgronline.com/qol/detail/9610000115235
วันนี้ (19 พ.ย.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมคุรุสภามีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพครู (กมว.) เสนอปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพครู โดยเป็นการปรับปรุงองค์ประกอบในด้านมาตรฐานความรู้และวิชาประสบการณ์วิชาชีพ จาก 11 ด้าน ลดเหลือ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านค่านิยมและลักษณะความเป็นครู เช่น ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีมรคุณธรรมและจริยธรรม, ปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู ฯลฯ 2. ด้านความรู้และศาสตร์การสอน เช่น ติดตามการเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกและรู้เท่าทันสังคม บูรณาการความรู้ เนื้อหาวิชา หลักสุูตร ศาสตร์การสอนและเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ ฯลฯ
3. การปฏิบัติงานในหน้าที่ครู เช่น พัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนรู้ สื่อ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ วางแผนและจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาผู้เรียนให้มีปัญญารู้คิด และมีความเป็นนวัตกร ฯลฯ และ 4. ความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน เช่น ร่วมมือกับผู้ปกครองในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ปกครองและชุมชน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากนี้คุรุสภาจะต้องไปดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 และประกาศคุรุสภา เรื่อง การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาเพื่อการประกอบวิชาชีพ พ.ศ. 2557
“คุรุสภาไม่ได้ประกาศมาตรฐานวิชาชีพครูใหม่ เนื่องจากในมาตรา 49 ของ พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 กำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู ประกอบด้วย 3 มาตรฐานหลัก ได้แก่ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน เพราะฉะนั้น ครั้งนี้เป็นแค่แก้ไขเล็กน้อยในมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ จาก 11 ด้าน เหลือ 4 ด้าน ซึ่งแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยหลักเน้นเรื่องของสมรรถนะความรู้ให้ชัดเจนขึ้น เพราะจะมีผลต่อการนำไปใช้จัดการเรียนการสอน ซึ่งเมื่อเป้าหมายกำหนดว่าสอนเน้นสมรรถะการจัดการสอนต้องเน้นเรื่องเดียวกัน” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นจัดการสอนครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ว่า จะใช้หลักสูตร 4 ปีหรือ 5 ปีนั้น เป็นเรื่องของสถาบันการศึกษา ไม่เกี่ยวกับคุรุสภาหรือตนจะไปบอกว่าจัดกี่ปี อีกทั้งกฎหมายกำหนดชัดเจนว่า ผู้มาขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูต้องเป็นจบปริญญาตรี เพียงแต่ว่าสถาบันการศึกษาต้องจัดสอนให้ได้ตามมาตรฐานวิชาชีพที่คุรุสภากำหนด และเท่าที่ติดตามข่าวทราบว่าสถาบันการศึกษาจะจัดหลักสูตร 4 ปี แต่ไม่ว่าจะจัดหลักสูตร 4 ปีหรือ 5 ปีก็ต้องจัดสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพครู
ทั้งนี้ สำหรับการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ขณะนี้ทางคุรุสภาได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าว ส่วนจะต้องมีผลย้อนหลังไปถึงผู้ที่เข้าเรียนปีการศึกษา 2557-2558 หรือไม่นั้นตรงนี้ยังไม่มีข้อยุติ ขอให้ใจเย็นๆให้ผู้เกี่ยวข้องได้ไปดูรายละเอียดก่อน
ที่มา : https://mgronline.com/qol/detail/9610000115235
4 ก.ค. 2560
16 ส.ค. 2559
30 พ.ค. 2559
แบบฝึกหัดที่ 1 หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
การบ้าน
1. นักเรียนคัด เนื้อหาในหนังสือเรียน เรื่องการวัดขนาดของหน่วยความจำ (หน้า 29) และตอบคำถามต่อไปนี้
1.1 นายแดงซื้อ flash drive ขนาดความจุ 1 MB นายดำ ซื้อ flash drive ขนาดความจุ 1 GB
Flash drive ของใคร บันทึกข้อมูลได้มากกว่ากัน
1.2 ถ้านำ flash drive ขนาดความจุ 8 GB มาบันทึกเพลง MP3 ซึ่งใช้พื้นที่ในหน่วยความจำเพลงละประมาณ 4 KB จะได้ประมาณกี่เพลง
2. นักเรียนคัดเนื้อหาในหนังสือเรียน หน้า 39 - 40 หัวข้อ 6.2 ออปติคัลดิสก์ แล้ว ตั้งคำถามเอง-ตอบเอง 5 ข้อ โดยถามในเชิงเปรียบเทียบ ระหว่าง ออปติคัลดิสก์แต่ละชนิด
......................................................................................................................
12 ม.ค. 2559
โปรแกรม Windows movie maker
โดยปกติถ้าเราจะทำวีดีโอ Presentation หรือตัดต่อวีดีโอ เราจะใช้โปรแกรม Sony Vegas หรือ Proshow Gold แต่โปรแกรมที่พูดถึง มีขั้นตอนที่อาจจะยุ่งยากสักนิดนึง สำหรับคนที่ยังไม่เคยใช้หรือมือใหม่หัดทำ อีกทางเลือกหนึ่งของการทำวีดีโอแบบง่ายๆ ที่เด็กๆ ป.2 - ป.3 ก็สามารถทำวีดีโอของตนเองได้ คือใช้โปรแกรมที่มากับ Windows ชื่อโปรแกรม windows movie maker อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม .....คลิกที่นี่ หรือ ชมจากวีดีโอต่อไปนี้ และสามารถดาวนโหลดโปรแกรมโดย คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดโปรแกรม
5 ม.ค. 2559
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อินเตอร์เน็ตและการใช้งาน
ความหมายของอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ต (Internet) มาจากคำว่า Inter Connection Network หมายถึง เครือข่ายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกัน ลักษณะของระบบอินเทอร์เน็ต เป็นเสมือนใยแมงมุม ที่ครอบคลุมทั่วโลก ในแต่ละจุดที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น สามารถสื่อสารกันได้หลายเส้นทาง โดยไม่กำหนดตายตัว และไม่จำเป็นต้องไปตามเส้นทางโดยตรง อาจจะผ่าน
จุดอื่น ๆ หรือ เลือกไปเส้นทางอื่นได้หลาย ๆ เส้นทาง
พัฒนาการของอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน ถูกพัฒนามาจากโครงการวิจัยทางการทหารของกระทรวงกลาโหมของประเทศ สหรัฐอเมริกา คือAdvanced Research Projects Agency (ARPA) ในปี1969 โครงการนี้เป็นการวิจัยเครือข่ายเพื่อ
การสื่อสารของการทหารในกองทัพอเมริกา หรืออาจเรียกสั้นๆ ได้ว่า ARPA Net ในปี ค.ศ. 1970 ARPA Net ได้มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นโดยการเชื่อมโยงเครือข่ายร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา คือ มหาวิทยาลัยยูทาห์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานตาบาบารา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลอสแองเจลิส และสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการใช้ อินเทอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น
สำหรับในประเทศไทย อินเทอร์เน็ตเริ่มมีการใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2530 ที่มหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากโครงการ IDP (The International Development Plan) เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถติต่อสื่อสารทาง
อีเมลกับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นในออสเตรเลียได้ ได้มีการติดตั้งระบบอีเมลขึ้นครั้งแรก โดยผ่านระบบโทรศัพท์ ความเร็วของโมเด็มที่ใช้ในขณะนั้นมีความเร็ว 2,400 บิต/วินาที จนกระทั่งวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2531 ได้มีการส่งอีเมลฉบับแรกที่ติดต่อระหว่างประเทศไทยกับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงเปรียบเสมือนประตูทางผ่าน (Gateway) ของไทยที่เชื่อมต่อไปยังออสเตรเลียในขณะนั้น
ในปี พ.ศ. 2533 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของสถาบันการศึกษาของรัฐ โดยมีชื่อว่า เครือข่ายไทยสาร (Thai Social/Scientific Academic and Research Network : ThaiSARN) ประกอบด้วย มหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ เพื่อการศึกษาและวิจัย
ในปี พ.ศ. 2538 ได้มีการบริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ขึ้น เพื่อให้บริการแก่ประชาชน และภาคเอกชนต่างๆ ที่ต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยมีบริษัทอินเทอร์เน็ตไทยแลนด์ (Internet Thailand) เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
(Internet Service Provider: ISP) เป็นบริษัทแรก เมื่อมีคนนิยมใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น บริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต
จึงได้ก่อตั้งเพิ่มขึ้นอีกมากมาย
การทำงานของอินเทอร์เน็ต
การสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์จะมีโปรโตคอล (Protocol) ซึ่งเป็นระเบียบวิธีการสื่อสารที่เป็นมาตรฐานของการเชื่อมต่อกำหนดไว้ โปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานสำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คือ TCP/IP
(Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะต้องมีหมายเลขประจำเครื่อง ที่เรียกว่า IP Address เพื่อเอาไว้อ้างอิงหรือติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในเครือข่าย ซึ่ง IP ในที่นี้ก็คือ Internet Protocol ตัวเดียวกับใน TCP/IP นั่นเอง IP address ถูกจัดเป็นตัวเลขชุดหนึ่งขนาด 32 บิต ใน 1 ชุดนี้จะมีตัวเลขถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 8 บิตเท่าๆ กัน เวลาเขียนก็แปลงให้เป็นเลขฐานสิบก่อนเพื่อความง่ายแล้วเขียนโดยคั่นแต่ละส่วนด้วยจุด (.) ดังนั้นในตัวเลขแต่ละส่วนนี้จึงมีค่าได้ไม่เกิน 256 คือ ตั้งแต่ 0 จนถึง 255 เท่านั้น เช่น IP address ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของสถาบันราชภัฎสวนดุสิต คือ 203.183.233.6 ซึ่ง IP Address ชุดนี้จะใช้เป็นที่อยู่เพื่อติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในเครือข่าย
30 ต.ค. 2558
การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์
แบบทดสอบเรื่องการสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ใบงานที่ 1
https://sites.google.com/site/itform2/lesson-1
ใบงานที่ 1
ใบงานที่ 1
https://sites.google.com/site/itform2/lesson-1
ใบงานที่ 1
14 ก.ย. 2558
ข้อมูลและสารสนเทศ
ความหมายและประเภทของข้อมูลและสารสนเทศ
การแบ่งประเภทของข้อมูลขึ้นอยู่กับ
- ความต้องการของผู้ใช้
- ลักษณะของข้อมูลที่นำไปใช้
- เกณฑ์ที่นำมาพิจารณา
การแบ่งข้อมูลตามแหล่งข้อมูลที่ได้รับ : พิจารณาจากลักษณะของที่มาหรือการได้รับข้อมูล ได้แก่
- ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) คือ ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมหรือบันทึกจากแหล่งข้อมูลโดยตรงด้วยวิธีต่างๆ เช่น จากการสอบถามการสัมภาษณ์การสำรวจการจดบันทึกตัวอย่างข้อมูลปฐมภูมิ ได้แก่ ข้อมูลการมาโรงเรียนสายของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งได้จากการจดบันทึกในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา
- ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) คือ การนำข้อมูลที่ผู้อื่นได้เก็บรวบรวมหรือบันทึกไว้มาใช้งานผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเก็บรวบรวมและบันทึกด้วยตนเอง จัดเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีต มักผ่านการประมวลผลแล้ว ตัวอย่างข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่ สถิติการมาโรงเรียนสายของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปีพ.ศ.2550
การแบ่งข้อมูลตามการจัดเก็บในในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีลักษณะคล้ายการแบ่งข้อมูลตามลักษณะของข้อมูล แต่มีการแยกลักษณะข้อมูลตามชนิดและนามสกุลของข้อมูลนั้น ๆ ได้แก่ - ข้อมูลตัวอักษร เช่น ตัวหนังสือ ตัวเลข และสัญลักษณ์ ข้อมูลประเภทนี้มักมีนามสกุลต่อท้ายชื่อไฟล์เป็น .txt และ .doc
- ข้อมูลภาพ เช่น ภาพกราฟิกต่าง ๆ และภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัล ข้อมูลประเภทนี้มักมีนามสกุลต่อท้ายชื่อไฟล์เป็น .bmp .gif และ .jpg
- ข้อมูลเสียง เช่น เสียงพูด เสียงดนตรี และเสียงเพลง ข้อมูลประเภทนี้มักมีนามสกุลต่อท้ายชื่อไฟล์เป็น .wav .mp3 และ .au
- ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว เช่น ภาพเคลื่อนไหว ภาพมิวสิกวีดีโอ ภาพยนตร์ คลิปวิดีโอ ข้อมูลประเภทนี้มักมีนามสกุลต่อท้ายชื่อไฟล์เป็น .avi
............................................................................................................
สารสนเทศ คือ .....?
สารสนเทศ(Information) คือ สิ่งที่ได้จากการประมวลผลของข้อมูล เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ในด้านการวางแผน การพัฒนา การควบคุม และการตัดสินใจ
การจัดการสารสนเทศ
การจัดการสารสนเทศมี 3 ขั้นตอน คือ การเก็บรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล การประมวลผลข้อมูล และการดูแลรักษาข้อมูล
การเก็บรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล
เป็นขั้นตอนแรกในการจัดการสารสนเทศ ซึ่งควรกระทำควบคู่กันไป คือ เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลได้แล้วก็ทำการตรวจสอบข้อมูลนั้นทันที เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตามความต้องการมากที่สุด
1. การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นการจัดการกับข้อมูลจำนวนมาก จึงควรกำหนดว่าจะต้องใช้ข้อมูลอะไร บ้าง ข้อมูลได้มาจากไหน และจัดเก็บข้อมูลนั้นมาได้อย่างไร
2. การตรวจสอบข้อมูล เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาเพื่อได้สารสนเทศ
ที่คุณภาพ
การประมวลผลข้อมูล
การประมวลผลข้อมูล คือ การนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วหรือข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมและตรวจสอบมากระทำเพื่อให้ข้อมูลเปลี่ยนแปลงไปจนเกิดผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ดังนี้
1. การรวบรวมเป็นแฟ้มข้อมูล เป็นการแยกประเภทของข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาอย่างเป็นระบบตามกลุ่มและประเภทของข้อมูลนั้น เพื่อให้สามารถดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้อาจเก็บไว้ในรูปของแฟ้มเอกสารหรือแฟ้มข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในคอมพิวเตอร์ก็ได้
2. การจัดเรียงข้อมูล เป็นขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาหรืออ้างอิงข้อมูลในอนาคต
3. การคำนวณ เป็นการประมวลผลที่ต้องการผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่มีความละเอียดถูกต้อง แม่นยำเนื่องจากที่รวบรวมและจัดเก็บมานั้นอาจมีทั้งรูปแบบของข้อความและตัวเลข ซึ่งต้องมีการคำนวณหาค่าเฉลี่ยหรือ ผลรวมของข้อมูลนั้น ๆ
4. การทำรายงาน เป็นการประมวลผลที่มีความสลับซับซ้อนมากที่สุด โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อเผยแพร่ ข้อมูลในอนาคต ผู้ดำเนินการจะต้องสรุปข้อมูลเพื่อทำรายงานให้ตรงกับความต้องการในการใช้สารสนเทศ นั้น ๆ โดยจะต้องนำเสนอรายงานในรูปแบบที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดการสารสนเทศการดูแลรักษาข้อมูล เป็นขั้นตอนการจัดการสารสนเทศมีจุดประสงค์หลักเพื่อป้องกันและเก็บรักษาข้อมูล ไม่ให้สูญหาย ช่วยอำนวยความสะดวกในการค้นหาข้อมูลสำหรับนำกลับมาใช้ใหม่ในอนาคต
1. การจัดเก็บ คือการนำข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบและประมวลผลแล้วมาบันทึกเข้าสู่ระบบข้อมูลอย่างมีระเบียบและเป็นหมวดหมู่ เพื่อความสะดวกในการเรียกใช้งาน ทั้งนี้อาจจัดเก็บไว้ในรูปแบบของแฟ้มเอกสาร
สิ่งพิมพ์หรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในคอมพิวเตอร์ก็ได้
2. การทำสำเนา คือ การเพิ่มจำนวนข้อมูลด้านปริมาณ โดยเนื้อหาของข้อมูลจะไม่เปลี่ยนแปลงไป จากต้นฉบับหรือข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว สามารถกระทำได้โดยการคัดลอกทั้งจากมนุษย์หรือ
เครื่องจักรต่าง ๆ ซึ่งเป็นเครื่องถ่ายเอกสารหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ได้
3. การแจกจ่ายและการสื่อสารข้อมูล คือ การนำสำเนาที่ทำเพิ่มไว้แจกจ่ายให้แก่ผู้ใช้และผู้เกี่ยวข้อง
4. การปรับปรุงข้อมูล คือ การแก้ไขปรับปรุงรายการข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน อาจกระทำโดยการแก้ไขข้อมูลบางส่วนหรือบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมลงในระบบข้อมูล...................................................................................................................................................................
วิธีการประมวลผลข้อมูล
การประมวลผลข้อมูล สามารถทำได้ 2 วิธี คือ การประมวลผลแบบกลุ่มและการประมวลผลแบบทันที ดังนี้

1. การประมวลผลแบบกลุ่ม ข้อมูลของการประมวลผลแบบนี้จะถูกเก็บสะสมไว้ในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 7 วัน หรือ 1 เดือน แล้วจึงนำข้อมูลที่สะสมไว้มาประมวลผลรวมกันครั้งเดียว เช่น การคำนวณค่าบริการน้ำประปา โดยข้อมูลปริมาณน้ำที่ใช้ทั้งหมดจะถูกเก็บบันทึกไว้ในรอบ 1 เดือน แล้วจึงนำมาประมวลผลเป็น ค่าน้ำประปาในครั้งเดียว การประมวลผลแบบนี้มักมีความผิดพลาดสูง แต่เสียค่าใช้จ่ายในการประมวลผลน้อย
2. การประมวลผลแบบทันที เป็นการประมวลผลที่เกิดขึ้นพร้อมกับการรับข้อมูลหรือหลังจากได้รับข้อมูลทันที เช่นการฝากและถอนเงินธนาคาร เมื่อลูกค้าฝากเงิน ข้อมูลนั้นจะถูกประมวลผลทันที ทำให้ยอดฝากในบัญชีนั้นมีการเปลี่ยนแปลง การประมวลผลแบบนี้จะมีความผิดพลาดน้อย แต่เสียค่าใช้จ่ายในการประมวลผลมาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






