- อย่าเคลื่อนที่ โน๊ตบุ๊ค ขณะที่ฮาร์ดไดร์ฟกำลังทำงานอยู่ หรือ ขณะที่เปิดเครื่องใช้งานอยู่
- ควรดึงแผ่นดิสก์ ออกจากช่องเสียบซีดีรอม ก่อนทำการเคลื่อนย้าย โน๊ตบุ๊ค
- ก่อนพับฝาปิด ควรปิดเครื่อง หรือคลิกที่โหมดพักหน้าจอก่อน
- ตรวจสอบให้เรียบร้อยว่าเอาสายต่างๆ ออกจากตัวเครื่องหมดแล้ว ก่อนทำการโยกย้ายเครื่อง…เดี๋ยวสะดุด 555
- ใช้กระเป๋าสำหรับ โน๊ตบุ๊ค โดยเฉพาะ เพื่อป้องกันตัวเครื่อง และ หน้าจอเสียหาย จากการกระแทก หรือ รอยกดทับ รอยขีดข่วนต่างๆ
- อย่าเดินถือ โน๊ตบุ๊ค โดยไม่ใส่ในหระเป๋า ในช่วงที่อากาศแปรปวน เพื่อป้องกันสิ่งสกปรก หรือโดนน้ำ หรือความชื้นจากอากาศรอบข้าง
15 ส.ค. 2553
ใช้ โน็ตบุ๊ค ให้ถูกวิธี
ใช้ โน็ตบุ๊ค ให้ถูกวิธี
20 มิ.ย. 2553
เรื่องน่ารู้ของ Ms-word 2007
1. เมนูและไอคอน หาย เปลี่ยนเป็น Ribbon แทน
2. ไฟล์ที่บันทึก (Save) เดิมมีนามสกุล .DOC ของใหม่เปลี่ยนเป็น .DOCX
3. การปรับแต่งโปรแกรมจากเมนู Options ถูกย้ายมาสู่ Office Button แล้ว ให้คลิกเลือก จะอยู่มุมขวาล่าง "Word Options"
4. เราสามารถปรับเปลี่ยนการบันทึกไฟล์จาก .DOCX เป็น .DOC ได้ เพื่อแก้ปัญหาคนอื่น ไม่สามารถเปิดดูได้โดยการเข้าไปที่ "Word Options" เลือกหัวข้อ "Save" จากนั้น ให้เลือก "Save files in this format" ให้เลือกเป็น "Word 97-2003 Document"
5. ถ้าต้องการบันทึก ให้คลิกไอคอนวงกลมด้านบนซ้ายสุด (Office Button) จะมีเมนูให้เลือก Save
2. ไฟล์ที่บันทึก (Save) เดิมมีนามสกุล .DOC ของใหม่เปลี่ยนเป็น .DOCX
3. การปรับแต่งโปรแกรมจากเมนู Options ถูกย้ายมาสู่ Office Button แล้ว ให้คลิกเลือก จะอยู่มุมขวาล่าง "Word Options"
4. เราสามารถปรับเปลี่ยนการบันทึกไฟล์จาก .DOCX เป็น .DOC ได้ เพื่อแก้ปัญหาคนอื่น ไม่สามารถเปิดดูได้โดยการเข้าไปที่ "Word Options" เลือกหัวข้อ "Save" จากนั้น ให้เลือก "Save files in this format" ให้เลือกเป็น "Word 97-2003 Document"
5. ถ้าต้องการบันทึก ให้คลิกไอคอนวงกลมด้านบนซ้ายสุด (Office Button) จะมีเมนูให้เลือก Save
19 มิ.ย. 2553
USB คือ อะไร...?
USB คืออะไร…?
USB ย่อมาจาก Universal Serial Bus เป็นพอร์ตที่ใช้สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้าด้วยกัน เช่น เชื่อมต่อ Flash Drive, เชื่อมต่อ กล้องวีดีโอ หรือแม้กระทั่ง เชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเข้ากับคอมพิวเตอร์เป็นต้น ปัจจุบันอุปกรณ์ประเภทไฮเทคต่างๆ มักอาศัยการเชื่อมต่อด้วยพอร์ต USB เป็นหลัก
USB เวอร์ชั่น 3.0 (รับประกับความเร็วในการ copy ข้อมูล ที่จะทำให้คุณประทับใจ..)
เวอร์ชั่น 3.0 เป็นเวอร์ชั้นล่าสุดของ USB ที่มีการปรับปรุงความสามารถในโอนถ่ายข้อมูลได้มากกว่าเดิมมาก ซึ่งปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ใช้ USB เวอร์ชั่น 2.0 หรืออาจจะแย่กว่านั้น คือ เวอร์ชั่น 1.1 ซึ่งให้ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลต่ำสุด
ความแตกต่างระหว่าง USB 2.0 กับ USB 3.0
• ความเร็ว หรือ Speed ความแตกต่างที่ใช้สำหรับการวัดประสิทธิภาพของพอร์ต USB แต่ละรุ่นคือ ความเร็ว โดยความเร็วของพอร์ต USB 2.0 อยู่ที่ 480 Mbps สำหรับเวอร์ชั่น 3.0 ความเร็วอยู่ที่ 4.7 Gbps ซึ่งเปรียบเทียบแล้ว USB 3.0 จะมีความเร็วกว่า USB 2.0 เกือบสิบเท่าตัว ดังนั้น เวลาเราต้องการโอนถ่ายไฟล์ใหญ่ โดยเฉพาะกับไฟล์วีดีโอ จะทำให้สามารถโอนได้เร็วในพริบตาเลยทีเดียว
• ประหยัดไฟ ด้วยการออกแบบใหม่ของ USB 3.0 ทำให้สามารถประหยัดพลังงานไฟฟฟ้าได้ด้วย
• จ่ายกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า USB 3.0 สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ได้มากขึ้น ทำให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อผ่าน HUB และรองรับการจ่ายไฟได้มากขึ้น
ก่อนการซื้ออุปกรณ์ที่มีพอร์ต USB 3.0 ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่า Windows ที่เราใช้งานรองรับการใช้งาน USB 3.0 หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม พอร์ต USB 3.0 ก็สามารถใช้งานร่วมกับ USB 2.0 และ USB 1.1 ได้อย่างไม่มีปัญหา ปัจจุบัน เริ่มมีคอมพิวเตอร์บางยี่ห้อ ได้ออกพอร์ต USB 3.0 แล้ว
USB ย่อมาจาก Universal Serial Bus เป็นพอร์ตที่ใช้สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้าด้วยกัน เช่น เชื่อมต่อ Flash Drive, เชื่อมต่อ กล้องวีดีโอ หรือแม้กระทั่ง เชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเข้ากับคอมพิวเตอร์เป็นต้น ปัจจุบันอุปกรณ์ประเภทไฮเทคต่างๆ มักอาศัยการเชื่อมต่อด้วยพอร์ต USB เป็นหลัก
USB เวอร์ชั่น 3.0 (รับประกับความเร็วในการ copy ข้อมูล ที่จะทำให้คุณประทับใจ..)
เวอร์ชั่น 3.0 เป็นเวอร์ชั้นล่าสุดของ USB ที่มีการปรับปรุงความสามารถในโอนถ่ายข้อมูลได้มากกว่าเดิมมาก ซึ่งปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ใช้ USB เวอร์ชั่น 2.0 หรืออาจจะแย่กว่านั้น คือ เวอร์ชั่น 1.1 ซึ่งให้ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลต่ำสุด
ความแตกต่างระหว่าง USB 2.0 กับ USB 3.0
• ความเร็ว หรือ Speed ความแตกต่างที่ใช้สำหรับการวัดประสิทธิภาพของพอร์ต USB แต่ละรุ่นคือ ความเร็ว โดยความเร็วของพอร์ต USB 2.0 อยู่ที่ 480 Mbps สำหรับเวอร์ชั่น 3.0 ความเร็วอยู่ที่ 4.7 Gbps ซึ่งเปรียบเทียบแล้ว USB 3.0 จะมีความเร็วกว่า USB 2.0 เกือบสิบเท่าตัว ดังนั้น เวลาเราต้องการโอนถ่ายไฟล์ใหญ่ โดยเฉพาะกับไฟล์วีดีโอ จะทำให้สามารถโอนได้เร็วในพริบตาเลยทีเดียว
• ประหยัดไฟ ด้วยการออกแบบใหม่ของ USB 3.0 ทำให้สามารถประหยัดพลังงานไฟฟฟ้าได้ด้วย
• จ่ายกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า USB 3.0 สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ได้มากขึ้น ทำให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อผ่าน HUB และรองรับการจ่ายไฟได้มากขึ้น
ก่อนการซื้ออุปกรณ์ที่มีพอร์ต USB 3.0 ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่า Windows ที่เราใช้งานรองรับการใช้งาน USB 3.0 หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม พอร์ต USB 3.0 ก็สามารถใช้งานร่วมกับ USB 2.0 และ USB 1.1 ได้อย่างไม่มีปัญหา ปัจจุบัน เริ่มมีคอมพิวเตอร์บางยี่ห้อ ได้ออกพอร์ต USB 3.0 แล้ว
18 พ.ค. 2553
เทคโนโลยีสารสนเทศ
เรียนรู้เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ คลิกที่นี่
17 พ.ค. 2553
11 พ.ค. 2553
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)
ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศโดยรวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และการสื่อสาร โทรคมนาคม
ความหมายของข้อมูลและสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศสร้างขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายหลายประการจุดมุ่งหมายพื้นฐานประการหนึ่ง คือ การประมวลข้อมูล (Data) ให้เป็นสารสนเทศ (Information) และนำไปสู่ความรู้ (Knowledge) ที่ช่วยแก้ปัญหาในการดำเนินงาน
ความหมายของข้อมูล
ข้ออมูล คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้งาน ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว
ความหมายของสารสนเทศ
สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและคุณค่าสำหรับผู้ใช้
องค์ประกอบระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์
ระะบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-based information systems CBIS) มีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ส่วนคือ ฮาร์ดแวร์ (hardware) ซอฟต์แวร์ (software) ฐานข้อมูล (database) เครือข่าย (network) กระบวนการ (procedure) และคน (people)
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ได้แก่ อุปกรณ์ที่ช่วยในการป้อนข้อมูล ประมวลจัดเก็บ และผลิต เอาท์พุทออกมาในระบบสารสนเทศ
ซอฟต์แวร์ (Software) ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน
ฐานข้อมูล (Database) คือ การจัดระบบของแฟ้มข้อมูล ซึ่งเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน
เครือข่าย (Network) คือ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และช่วยการติดต่อสื่อสาร
กระบวนการ (Procedure) ได้แก่ นโยบาย กลยุทธ์ วิธีการ และกฎระเบียบต่างๆ ในการใช้ระบบสารสนเทศ
คน (People) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในระบบสารสนเทศ ซึ่งได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องในระบบสารสนเทศ เช่น ผู้ออกแบบ ผู้พัฒนาระบบ ผู้ดูแลระบบ และผู้ใช้ระบบ
ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
ก. ประสิทธิภาพ (Efficiency)
1. ระบบสารสนเทศทำให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้กระบวนการประมวลผลข้อมูลซึ่งจะทำให้สามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วระบบสารสนเทศช่วยในการจัดเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ หรือมีปริมาณมากและช่วยทำให้การเข้าถึงข้อมูล (access) เหล่านั้นมีความรวดเร็วด้วย
2. ช่วยลดต้นทุน การที่ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง กับข้อมูลซึ่งมีปริมาณมากมีความสลับซับซ้อนให้ดำเนินการได้โดยเร็ว หรือการช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการประหยัดต้นทุนการดำเนินการอย่างมาก
3. ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว การใช้เครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ทำให้มีการติดต่อได้ทั่วโลกภายในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกัน (machine to machine) หรือคนกับคน (human to human) หรือคนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (human to machine) และการติดต่อสื่อสารดังกล่าวจะทำให้ข้อมูลที่เป็นทั้งข้อความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวสามารถส่งได้ทันที
4.ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การประสานงานระหว่างฝ่ายต่างๆ เป็นไปได้ด้วยดีโดยเฉพาะหาระบบสารสนเทศนั้นออกแบบเพื่อเอื้ออำนวยให้หน่วยงาน ทั้งภายในและภายนอกที่อยู่ในระบบของซัพพลายทั้งหมด จะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และทำให้การประสานงาน หรือการทำความเข้าใจเป็นไปได้ด้วยดียิ่งขึ้น
ข. ประสิทธิผล (Effectiveness)
1. ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสำหรับผู้บริหาร เช่น ระบบสารสนเทศที่ช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision support systems) หรือระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive support systems) จะเอื้ออำนวยให้ผู้บริหารมีข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น อันจะส่งผลให้การดำเนินงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ไว้ได้
2. ระบบสารสนเทศช่วยในการเลือกผลิตสินค้า/ บริการที่เหมาะสมระบบสารสนเทศจะช่วยทำให้องค์การทราบถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับต้นทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินค้า/บริการที่มีอยู่ หรือช่วยทำให้หน่วยงานสามารถเลือกผลิตสินค้า/บริการที่มีความเหมาะสมกับความเชี่ยวชาญ หรือทรัพยากรที่มีอยู่
3. ระบบสารสนเทศช่วยปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/ บริการให้ดีขึ้นระบบสารสนเทศทำให้การติดต่อระหว่างหน่วยงานและลูกค้า สามารถทำได้โดยถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/ บริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้นด้วย
ค. ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)
ง. คุณภาพชีวิตการทำงาน (Quality o f Working Life)
ที่มา http://www.bcoms.net/temp/lesson1.asp
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
