6 ธ.ค. 2561

21 พ.ย. 2561

ไฟเขียวปรับมาตรฐานวิชาชีพความรู้ฯ ในมาตรฐานวิชาชีพครู เหลือ 4 ด้าน

บอร์ดคุรุสภา ไฟเขียวปรับมาตรฐานวิชาชีพความรู้ฯ ในมาตรฐานวิชาชีพครู เหลือ 4 ด้าน เน้นสมรรถนะความรู้ของผู้เรียน ชี้ ให้สถาบันจัดการศึกษานำไปใช้ปรับปรุงการสอนให้สอดคล้อง
วันนี้ (19 พ.ย.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมคุรุสภามีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพครู (กมว.) เสนอปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพครู โดยเป็นการปรับปรุงองค์ประกอบในด้านมาตรฐานความรู้และวิชาประสบการณ์วิชาชีพ จาก 11 ด้าน ลดเหลือ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านค่านิยมและลักษณะความเป็นครู เช่น ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีมรคุณธรรมและจริยธรรม, ปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู ฯลฯ 2. ด้านความรู้และศาสตร์การสอน เช่น ติดตามการเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกและรู้เท่าทันสังคม บูรณาการความรู้ เนื้อหาวิชา หลักสุูตร ศาสตร์การสอนและเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ ฯลฯ 
3. การปฏิบัติงานในหน้าที่ครู เช่น พัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนรู้ สื่อ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ วางแผนและจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาผู้เรียนให้มีปัญญารู้คิด และมีความเป็นนวัตกร ฯลฯ และ 4. ความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน เช่น ร่วมมือกับผู้ปกครองในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ปกครองและชุมชน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากนี้คุรุสภาจะต้องไปดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 และประกาศคุรุสภา เรื่อง การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาเพื่อการประกอบวิชาชีพ พ.ศ. 2557 
“คุรุสภาไม่ได้ประกาศมาตรฐานวิชาชีพครูใหม่ เนื่องจากในมาตรา 49 ของ พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 กำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู ประกอบด้วย 3 มาตรฐานหลัก ได้แก่ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน เพราะฉะนั้น ครั้งนี้เป็นแค่แก้ไขเล็กน้อยในมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ จาก 11 ด้าน เหลือ 4 ด้าน ซึ่งแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยหลักเน้นเรื่องของสมรรถนะความรู้ให้ชัดเจนขึ้น เพราะจะมีผลต่อการนำไปใช้จัดการเรียนการสอน ซึ่งเมื่อเป้าหมายกำหนดว่าสอนเน้นสมรรถะการจัดการสอนต้องเน้นเรื่องเดียวกัน” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นจัดการสอนครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ว่า จะใช้หลักสูตร 4 ปีหรือ 5 ปีนั้น เป็นเรื่องของสถาบันการศึกษา ไม่เกี่ยวกับคุรุสภาหรือตนจะไปบอกว่าจัดกี่ปี อีกทั้งกฎหมายกำหนดชัดเจนว่า ผู้มาขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูต้องเป็นจบปริญญาตรี เพียงแต่ว่าสถาบันการศึกษาต้องจัดสอนให้ได้ตามมาตรฐานวิชาชีพที่คุรุสภากำหนด และเท่าที่ติดตามข่าวทราบว่าสถาบันการศึกษาจะจัดหลักสูตร 4 ปี แต่ไม่ว่าจะจัดหลักสูตร 4 ปีหรือ 5 ปีก็ต้องจัดสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพครู
ทั้งนี้ สำหรับการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ขณะนี้ทางคุรุสภาได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าว ส่วนจะต้องมีผลย้อนหลังไปถึงผู้ที่เข้าเรียนปีการศึกษา 2557-2558 หรือไม่นั้นตรงนี้ยังไม่มีข้อยุติ ขอให้ใจเย็นๆให้ผู้เกี่ยวข้องได้ไปดูรายละเอียดก่อน



ที่มา   : https://mgronline.com/qol/detail/9610000115235


30 พ.ค. 2559






แบบฝึกหัดที่ 1 หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

การบ้าน 
      1.   นักเรียนคัด เนื้อหาในหนังสือเรียน เรื่องการวัดขนาดของหน่วยความจำ (หน้า 29) และตอบคำถามต่อไปนี้
          1.1 นายแดงซื้อ flash drive ขนาดความจุ 1 MB  นายดำ ซื้อ flash drive ขนาดความจุ 1 GB 
              Flash drive ของใคร บันทึกข้อมูลได้มากกว่ากัน
          1.2  ถ้านำ  flash drive ขนาดความจุ 8 GB  มาบันทึกเพลง MP3 ซึ่งใช้พื้นที่ในหน่วยความจำเพลงละประมาณ 4 KB  จะได้ประมาณกี่เพลง

     2. นักเรียนคัดเนื้อหาในหนังสือเรียน หน้า 39 - 40  หัวข้อ 6.2  ออปติคัลดิสก์   แล้ว ตั้งคำถามเอง-ตอบเอง  5 ข้อ โดยถามในเชิงเปรียบเทียบ ระหว่าง ออปติคัลดิสก์แต่ละชนิด


......................................................................................................................

12 ม.ค. 2559

โปรแกรม Windows movie maker

                         โดยปกติถ้าเราจะทำวีดีโอ Presentation หรือตัดต่อวีดีโอ เราจะใช้โปรแกรม Sony Vegas หรือ Proshow Gold แต่โปรแกรมที่พูดถึง มีขั้นตอนที่อาจจะยุ่งยากสักนิดนึง สำหรับคนที่ยังไม่เคยใช้หรือมือใหม่หัดทำ อีกทางเลือกหนึ่งของการทำวีดีโอแบบง่ายๆ ที่เด็กๆ ป.2 - ป.3 ก็สามารถทำวีดีโอของตนเองได้ คือใช้โปรแกรมที่มากับ Windows ชื่อโปรแกรม windows movie maker  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม .....คลิกที่นี่      หรือ ชมจากวีดีโอต่อไปนี้    และสามารถดาวนโหลดโปรแกรมโดย คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดโปรแกรม












                    

5 ม.ค. 2559

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อินเตอร์เน็ตและการใช้งาน


ความหมายของอินเทอร์เน็ต
        อินเทอร์เน็ต (Internet) มาจากคำว่า Inter Connection Network หมายถึง เครือข่ายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกัน ลักษณะของระบบอินเทอร์เน็ต เป็นเสมือนใยแมงมุม ที่ครอบคลุมทั่วโลก ในแต่ละจุดที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น สามารถสื่อสารกันได้หลายเส้นทาง โดยไม่กำหนดตายตัว และไม่จำเป็นต้องไปตามเส้นทางโดยตรง อาจจะผ่าน
จุดอื่น ๆ หรือ เลือกไปเส้นทางอื่นได้หลาย ๆ เส้นทาง


พัฒนาการของอินเทอร์เน็ต 
อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน ถูกพัฒนามาจากโครงการวิจัยทางการทหารของกระทรวงกลาโหมของประเทศ สหรัฐอเมริกา คือAdvanced Research Projects Agency (ARPA) ในปี1969 โครงการนี้เป็นการวิจัยเครือข่ายเพื่อ
การสื่อสารของการทหารในกองทัพอเมริกา หรืออาจเรียกสั้นๆ ได้ว่า ARPA Net ในปี ค.ศ. 1970 ARPA Net ได้มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นโดยการเชื่อมโยงเครือข่ายร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา คือ มหาวิทยาลัยยูทาห์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานตาบาบารา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลอสแองเจลิส และสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการใช้ อินเทอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น
สำหรับในประเทศไทย อินเทอร์เน็ตเริ่มมีการใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2530 ที่มหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากโครงการ IDP (The International Development Plan) เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถติต่อสื่อสารทาง
อีเมลกับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นในออสเตรเลียได้ ได้มีการติดตั้งระบบอีเมลขึ้นครั้งแรก โดยผ่านระบบโทรศัพท์ ความเร็วของโมเด็มที่ใช้ในขณะนั้นมีความเร็ว 2,400 บิต/วินาที จนกระทั่งวันที่ มิถุนายน พ.ศ. 2531 ได้มีการส่งอีเมลฉบับแรกที่ติดต่อระหว่างประเทศไทยกับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงเปรียบเสมือนประตูทางผ่าน (Gateway) ของไทยที่เชื่อมต่อไปยังออสเตรเลียในขณะนั้น
ในปี พ.ศ. 2533 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของสถาบันการศึกษาของรัฐ โดยมีชื่อว่า เครือข่ายไทยสาร (Thai Social/Scientific Academic and Research Network : ThaiSARN) ประกอบด้วย มหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ เพื่อการศึกษาและวิจัย
ในปี พ.ศ. 2538 ได้มีการบริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ขึ้น เพื่อให้บริการแก่ประชาชน และภาคเอกชนต่างๆ ที่ต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยมีบริษัทอินเทอร์เน็ตไทยแลนด์ (Internet Thailand) เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
(Internet Service Provider: ISP) เป็นบริษัทแรก เมื่อมีคนนิยมใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น บริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต
จึงได้ก่อตั้งเพิ่มขึ้นอีกมากมาย


การทำงานของอินเทอร์เน็ต
        การสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์จะมีโปรโตคอล (Protocol) ซึ่งเป็นระเบียบวิธีการสื่อสารที่เป็นมาตรฐานของการเชื่อมต่อกำหนดไว้ โปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานสำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คือ TCP/IP
(Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะต้องมีหมายเลขประจำเครื่อง ที่เรียกว่า IP Address เพื่อเอาไว้อ้างอิงหรือติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในเครือข่าย ซึ่ง IP ในที่นี้ก็คือ Internet Protocol ตัวเดียวกับใน TCP/IP นั่นเอง IP address ถูกจัดเป็นตัวเลขชุดหนึ่งขนาด 32 บิต ใน 1 ชุดนี้จะมีตัวเลขถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 8 บิตเท่าๆ กัน เวลาเขียนก็แปลงให้เป็นเลขฐานสิบก่อนเพื่อความง่ายแล้วเขียนโดยคั่นแต่ละส่วนด้วยจุด (.) ดังนั้นในตัวเลขแต่ละส่วนนี้จึงมีค่าได้ไม่เกิน 256 คือ ตั้งแต่ 0 จนถึง 255 เท่านั้น เช่น IP address ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของสถาบันราชภัฎสวนดุสิต คือ 203.183.233.6 ซึ่ง IP Address ชุดนี้จะใช้เป็นที่อยู่เพื่อติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในเครือข่าย

ที่มา :  https://sites.google.com/site/kruratipipatsri/4-1-khwam-hmay-laea-phathnakar-khxng-xinthexrnet


  ใบงานที่ 1     ใบงานที่ 2